อยากมีลูก

มีลูกยาก อยากมีลูกทำไงดี -Bestployshop

บทความ บำรุงภายใน เวอร์จินนตี้

มีลูกยาก กินยาอะไรดี :  หลายๆคู่มีปัญหาเยอะมาก เรื่องมีบุตรยาก  ภาวะการมีลูกยากมีหลายปัจจัย วันนี้เราเลยมีข้อมูลเกี่ยวกับการมีลูกยากมาฝาก 

สารบัญเนื้อหา

1.สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

2.ภาวะมีบุตรยาก

3.เตรียมร่างกายให้พร้อม

4.การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชาย

5.การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง

1.สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

สาเหตุของการมีบุตรยากนั้นสามารถเกิดได้ทั้งฝ่ายกับชายหรือฝ่ายกับหญิงเพียงฝ่ายเดียวหรือเกิดจากทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันก็ได้ (คู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่สาเหตุการมีบุตรยากมาจากความผิดปกติของทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกัน) หรืออาจตรวจไม่พบสาเหตุความผิดปกติใด ๆ เลยก็มี

  • สาเหตุจากฝ่ายหญิง : คู่สมรสบางคู่นั้นพบว่าฝ่ายหญิงมีความผิดปกติในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น รังไข่ทำงานไม่ได้ตามปกติและสามารถตกไข่ได้, มีความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายที่ส่งผลต่อการตกไข่, ท่อรังไข่อุดตัน, มีเนื้องอกของมดลูกขนาดใหญ่หรืออยู่ในโพรงมดลูก, มีซีสต์หรือเนื้องอกของรังไข่, มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีพังผืดที่เกิดขึ้นในช่องเชิงกรานหรือที่ปีกมดลูก เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ที่มีผลทำให้มีลูกได้ยาก คือ มีอายุมากเกินไป สูบบุหรี่เป็นประจำ ฯลฯ (จากสถิติพบว่าสาเหตุการมีบุตรยากในฝ่ายหญิงมาจาก การอุดตันของท่อนำไข่ และ/หรือมีความผิดปกติของเยื่อบุช่องท้องประมาณ 35%, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ 35%, การตกไข่ผิดปกติหรือไม่สม่ำเสมอ 25%)
  • สาเหตุจากฝ่ายชาย : ในบางคู่สาเหตุการมีบุตรยากอาจเกิดขึ้นกับฝ่ายได้เช่นกัน เช่น ฝ่ายชายมีอวัยวะสืบพันธุ์ผิดปกติมาแต่กำหนดจนไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้, ฝ่ายชายมีพันธุกรรมที่ผิดปกติเกี่ยวกับโครโมโซมหรือยีนที่ทำให้ไม่สามารถสร้างเชื้ออสุจิได้หรือสร้างได้น้อยกว่าปกติ เช่น เชื้ออสุจิมีปริมาณน้อย เชื้ออสุจิอ่อนแอ เชื้ออสุจิมีรูปร่างผิดปกติ หรือแม้แต่เป็นหมัน (ตรวจไม่พบเชื้ออสุจิในน้ำอสุจิ), ฝ่ายชายได้รับสารเคมีบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาฆ่าแมลง สารตะกั่ว สารประกอบเบนซีน รวมถึงการใช้ยาบางชนิด, มีโรคประจำตัวบางอย่างที่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ เช่น เบาหวาน หรือเป็นโรคคางทูมตั้งแต่ในวัยเด็ก, เป็นผู้สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ, เคยได้รับอุบัติเหตุมาก่อน เป็นต้น
  • ไม่ทราบสาเหตุ : นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังพบว่ามีคู่สมรสที่จัดเป็นกลุ่มที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุอีกจำนวนหนึ่ง คือ ประมาณ 15-20% ที่แม้จะตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ แล้วก็ยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ ซึ่งเป็นปัญหาจากความสามารถในการเจริญพันธุ์ต่ำเองและมักจำเป็นต้องให้การรักษาเพื่อช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ในภาวะมีบุตรยากหรือไม่ แนะนำให้ไปพบสูตนรีแพทย์ครับ ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติและทำการตรวจร่างกายจากทั้งสองฝ่าย รวมทั้งการตรวจภายในของฝ่ายหญิงด้วยว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติมอีกครั้ง

2.ภาวะมีบุตรยาก

ภาวะมีบุตรยาก (Infertility) คือ ภาวะที่คู่สมรสไม่สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากพยายามมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 วัน โดยไม่ได้คุมกำเนิดมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอให้ครบ 1 ปีก่อนนะครับแล้วจึงค่อยมาพบแพทย์ เพราะในความเป็นจริงนั้นบางคู่ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตนเองมีปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลให้มีลูกได้ยาก เช่น ฝ่ายหญิงมีสุขภาพไม่แข็งแรง มีอายุมากกว่า 35 ปี มีรอบเดือนไม่สม่ำเสมอ มีประวัติเคยผ่าตัดหรือมีการอักเสบในช่องท้องมาก่อน หรือในฝ่ายที่รู้ตัวว่ามีสุขภาพไม่แข็ง เคยมีอุบัติเหตุหรือมีการติดเชื้อรุนแรงที่อวัยวะเพศมาก่อน ฯลฯ คุณก็สามารถมาพบแพทย์เพื่อขอรับการปรึกษาได้ก่อน 1 ปีครับ

ทั้งนี้ภาวะมีบุตรยากไม่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นคนเชื้อชาติใด ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน อินเดีย หรือยุโรปก็ตาม ก็พบภาวะมีบุตรยากได้ทั้งนั้น โดยที่ผ่านมานั้นได้มีการศึกษามากมายที่พบว่า “การมีลูกยากนั้นจะเกิดขึ้นจากฝ่ายหญิงมากกว่าประมาณ 40-50% ในขณะที่ฝ่ายชายจะพบได้น้อยกว่าประมาณ 25-30% และเกิดทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงร่วมกัน 20% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 15% จะเป็นกรณีที่ตรวจไม่พบเจอสาเหตุทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงด้วยวิธีการตรวจพื้นฐาน” ดังนั้นการประเมินภาวะมีบุตรยากจึงจำเป็นต้องประเมินจากทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม เพราะอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่ายเลยก็ได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วมักจะพบผู้มีภาวะมีบุตรยากได้ประมาณ 10-15% ของคู่สมรสทั้งหมดหรือของประชากรที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ (ปกติแล้วการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หากไม่มีการคุมกำเนิด จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ประมาณ 50% ภายในเวลา 5 เดือน และการตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 80-90% ในเวลา 1 ปี) ทั้งนี้ภาวะการมีบุตรยากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • ภาวะมีบุตรยากชนิดปฐมภูมิ (Primary infertility) หมายถึง คู่สมรสยังไม่เคยมีบุตรมาก่อน
  • ภาวะมีบุตรยากชนิดทุติยภูมิ (Secondary infertility) หมายถึง คู่สมรสเคยมีบุตรหรือเคยตั้งครรภ์มาก่อน แต่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก   
  •            การปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับไข่จะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ฝ่ายชายต้องมีเชื้ออสุจิที่แข็งแรง เคลื่อนไหวได้ดี และมีจำนวนมากพอ ส่วนฝ่ายหญิงจะต้องมีไข่ซึ่งเกิดจากรังไข่ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ทั้งก่อนและหลังไข่ตก การตกไข่จะต้องเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ท่อนำไข่จะต้องมีความสมบูรณ์ เมื่อเชื้ออสุจิพบกับไข่ที่ท่อนำไข่ ตัวอ่อนที่ได้รับการผสมจะใช้เวลาเดินทางไปตามท่อนำไข่เข้าไปถึงโพรงมดลูกประมาณ 5-7 วัน ต่อจากนั้นจะมีการฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูกในวันที่ 7-9 ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฝังตัวจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น มูกที่ปากมดลูกต้องมีปริมาณที่พอเหมาะและมีคุณภาพดี, ปากมดลูก โพรงมดลูก และท่อนำไข่ จะต้องไม่มีพยาธิหรือมีสภาพที่เป็นตัวขัดขวางต่อการเดินทางของตัวอ่อน เช่นเดียวกับสภาพภายในมดลูก จะต้องไม่มีเนื้อเยื่องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกจะต้องสมบูรณ์แข็งแรง มีความหนาพอที่จะรองรับการฝังตัวและการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้

3.เตรียมร่างกายให้พร้อม

1.ความบ่อยของการมีเพศสัมพันธ์

มีเพศสัมพันธ์ในช่วงตกไข่ คือ ต้องดูรอบเดือนในแต่ละคนซึ่งจะไม่เท่ากัน เช่น คนที่มีรอบเดือน 28 วัน (เริ่มนับวันที่ 1 คือวันแรกที่ประจำเดือนมา) วันที่ 14-,+3 วัน เป็นช่วงที่ควรมีเพศสัมพันธ์วันเว้นวัน แต่ฝ่ายชายควรงดมีเพศสัมพันธ์มาก่อน 3 วัน เพื่อเป็นการสะสมปริมาณและความแข็งแรงของเสปิร์ม

2.การเล้าโลมช่วยให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอด

การเล้าโลมจะช่วยได้มากขึ้น การถึงจุดออกัสซั่มในเวลาใกล้เคียงกัน เป็นการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ ซึ่งเมื่อผู้หญิงถึงจุดสุดยอด ช่องคลอดจะมีการหดตัวของกล้ามเนื้อในท้องน้อยหลายครั้ง ผลคือจะทำให้เกิดแรงดูดน้ำอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้มากขึ้น และมีการหลั่งน้ำเมือกที่ช่วยนำอสุจิให้ไปถึงไข่ได้ง่ายขึ้น

เพียงดูแลร่างกายให้แข็งแรง ทำจิตใจให้เป็นสุข และอย่าลืมทำตามเคล็ดลับที่เรานำมาฝาก อีกไม่นานเทวดาตัวน้อยๆ ก็จะเข้ามาสร้างความสุขให้กับครอบครัวของคุณอย่างแน่นอน

4.การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชาย

ภาวะมีบุตรยากของฝ่ายนั้นมีหลากหลาย และอาจมีบางกรณีที่หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้ อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะมีบุตรยากของฝ่ายนั้นก็สามารถทำให้สำเร็จได้ แม้ในกรณีที่หาสาเหตุไม่ได้ก็ตาม โดยสิ่งที่แพทย์จะตรวจนั้นมีดังนี้

  • ประวัติและการตรวจร่างกาย อาจช่วยบอกความผิดปกติที่เป็นสาเหตุได้ เช่น ประวัติการติดเชื้อหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, เนื้องอกในอัณฑะ, ประวัตการผ่าตัด, กิจกรรมทางเพศ, การใช้ยา, การใช้หรือการสัมผัสสารบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ รังสี สารสเตียรอยด์ การทำเคมีบำบัด และสารเคมีที่เป็นพิษ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัย รวมถึงการดูองค์ประกอบอื่นเช่น ขนาดของลูกอัณฑะ, ความผิดปกติทางร่างกายบางอย่าง (เช่น เส้นเลือดขอดที่อัณฑะ), การพัฒนาของลักษณะทางเพศ เป็นต้น
  • ตรวจน้ำอสุจิ หัวใจสำคัญในการประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชายคือการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิหรือนับจำนวนอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งการตรวจนี้จะทำให้ทราบถึงคุณภาพและปริมาณโดยรวมของน้ำเชื้อ จำนวนอสุจิ รูปร่างและการเคลื่อนไหวของอสุจิ ก่อนการตรวจฝ่ายชายควรงดการมีเพศสัมพันธ์หรือสำเร็จความใคร่ก่อนการเก็บตัวอย่างน้ำเชื้ออสุจิประมาณ 2-7 วัน หากผลการวิเคราะห์พบว่าอสุจิมีความผิดปกติ แพทย์มักจะมีการขอตัวอย่างน้ำอสุจิเพิ่มเติมเพื่อตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 1-2 สัปดาห์ถัดไป
  • การตรวจเลือด โดยปกติแล้วแพทย์จะขอตรวจเลือดถ้าสงสัยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากฮอร์โมน (จะตรวจเมื่อพบความผิดปกติของน้ำเชื้อ) และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การทดสอบทางพันธุกรรม ในรายที่แพทย์สงสัยก็อาจจะทำการตรวจสอบเลือดอย่างเฉพาะเจาจง เพราะบางกรณีปัญหาการมีบุตรยากอาจเกิดจากการขาดหายไปหรือความผิดปกติของโครโมโซมเพศชาย (Y) ผู้ชายบางคนอาจสืบทอดยีนที่เกี่ยวข้องกับโรค Cystic fibrosis ซึ่งทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากเนื่องจากจำนวนตัวอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์ ในกรณีแพทย์จะต้องหารือกับคู่สมรสถึงความเป็นไปได้และผลที่จะตามมาจากพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดไปถึงลูกได้
  • การตรวจอื่น ๆ ถ้าแพทย์สงสัยว่ามีการอุดตันในส่วนของท่อส่งอสุจิ ก็อาจจะมีการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านช่องทวารหนัก ซึ่งการอุดตันนี้อาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นจากการอักเสบติดเชื้อในภายหลังก็ได้ หรือในกรณีที่มีอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่มีเลย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจชิ้นเนื้ออัณฑะเพื่อวิเคราะห์น้ำอสุจิ (ทำในห้องผ่าตัดโดยใช้ยาดมสลบ) และอาจนำเซลล์อสุจิไปแช่แข็งเพื่อใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วต่อไป

5.การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจมากมายที่ช่วยประเมินภาวะมีบุตรยากของฝ่ายหญิงได้ ซึ่งในแต่ละรายอาจใช้วิธีการตรวจและการตรวจพิเศษแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมและอาจไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดครบทุกวิธีก็ได้ โดยสิ่งที่แพทย์จะตรวจนั้นมีดังนี้ครับ

  • ประวัติทางการแพทย์ หรือประวัติสุขภาพที่ผ่านมาก็อาจช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะถามเกี่ยวกับความผิดปกติของรอบเดือน, การเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศในช่วงวัยรุ่น, อาการปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน ประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกราน, ประวัติทางเพศหรือการเจ็บป่วยจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์, การสัมผัสสารบางชนิด เช่น สารสเตียรอยด์ ทำเคมีบำบัด ฉายรังสี ดื่มแอลกอฮอล์ และสารเคมีที่เป็นพิษ รวมทั้งประวัติเกี่ยวกับการมีบุตรที่ผ่านมา
  • ตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจภายใน จะบอกได้ถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนการตรวจภายในจะทำให้ทราบถึงความผิดปกติของอวัยวะระบบสืบพันธุ์ภายในได้
  • ตรวจเลือด จะบอกได้ว่าระดับฮอร์โมนต่าง ๆ อย่างฮอร์โมน FSH (Follicle-stimulating hormone), ฮอร์โมน TSH เพื่อดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ และฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง
  • ประเมินการตกไข่ ภาวะการตกไข่ที่ผิดปกติอาจตรวจพบได้จากประวัติประจำเดือน อุณหภูมิของร่างกาย หรือระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ เช่น การตรวจระดับฮอร์โมน LH ก่อนการตกไข่ หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในช่วงครึ่งหลังของรอบประจำเดือน
  • อัลตราซาวนด์บริเวณอุ้งเชิงกราน (ผ่านทางช่องคลอด) วิธีนี้จะเผยให้เห็นภาพของมดลูกและรังไข่ได้ชัดเจนกว่าการอัลตราซาวนด์ผ่านหน้าท้อง โดยจะสามารถตรวจวัดขนาดหรือรูปร่างของมดลูกและรังไข่ได้ รวมไปถึงความปกติต่าง ๆ เช่น เนื้องอก ถุงน้ำในรังไข่ เป็นต้น หากตรวจพบความผิดปกติอาจจะต้องมีการขอตรวจเพิ่มเติมด้วย
  • การฉีดสีเพื่อดูท่อนำไข่และมดลูก (Hysterosalpingogram – HSG) เป็นการใช้สายยางขนาดเล็กสอดผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูกและฉีดน้ำที่สามารถมองเห็นได้จากการเอกซเรย์เข้าไปในโพรงมดลูกและท่อนำไข่ เพื่อให้เห็นโครงสร้างของโพรงมดลูกและท่อนำไข่ ถ้ามดลูกที่มีรูปร่างผิดปกติหรือมีการตันของท่อนำไข่จะสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีนี้จากการเอกซเรย์ สามารถทำได้โดยไม่ต้องวางยาสลบ ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องน้อยในระดับปานกลางถึงมาก (ในขณะฉีดน้ำเข้าไปในโพรงมดลูก) แต่อาการจะดีขึ้นภายใน 10 นาที
  • การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เป็นการสอดท่อขนาดเล็กผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูก แล้วจะมีการฉีดอากาศหรือของเหลวเข้าไปในขยายโพรงมดลูก เพื่อตรวจดูเยื่อบุโพรงมดลูกและท่อนำไข่ เป็นวิธีที่มักใช้ในรายที่คิดว่ามีความผิดปกติของมดลูกหลังจากซักประวัติ ฉีดสี และตรวจอัลตราซาวนด์แล้ว
  • การผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy) เป็นการใช้ท่อขนาดเล็กสอดผ่านแผลขนาดเล็กที่บริเวณหน้าท้อง เพื่อตรวจดูอวัยวะภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะมดลูก รังไข่ และท่อนำไข่ การผ่าตัดผ่านกล้องนี้จะสามารถตรวจพบความผิดปกติและการอุดตันของท่อนำไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดผ่านกล้องนี้ไม่ใช่การตรวจทั่วไปของภาวะมีบุตรยาก แต่จะทำเฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น
  • ทดสอบทางพันธุกรรม แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเมื่อสงสัยว่าความผิดปกติของโครโมโซมเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยาก มีลูกยาก กินยาอะไรดี
    ซึ่งการตรวจจะใช้เลือดปริมาณเพียงเล็กน้อย ส่งเข้าห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ ถ้าพบความผิดปกติ แพทย์จะหารือถึงความเป็นไปได้และประเมินผลที่จะตามมาของกรรมพันธุ์ที่จะถูกส่งต่อไปยังลูก

เมื่อทำการตรวจเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะสามารถทราบถึงสาเหตุของการมีบุตรยากได้ และจะทำการรักษาโดยเริ่มจากการแก้ไขที่สาเหตุนั้นก่อน ในกรณีที่รักษาหรือผ่าตัดแก้ไขสำเร็จ คู่สมรสจะสามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติ แต่หากแก้ไขแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ หรือในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีอายุมากเกินไปจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แพทย์ก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์อย่างการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่อไป

สรุป มีลูกยาก กินยาอะไรดี

การรักษาภาวะมีบุตรสามารรักษาได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและความร่วมมือในการรักษาจากคู่สมรส ส่วนการจะพิจารณาใช้วิธีรักษาแบบใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของคู่สมรสที่ตรวจพบ และอีกทั้งการทำจิตใจให้ไม่เครียด และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอๆก็จะทำให้เรามีโอกาสมีลูกได้ง่ายๆ

มีลูกยาก สาเหตุหนึ่งก็คือ มดลูกไม่แข็งแรง มดลูกแข็แรง เมื่อปล่อยมีลูก เปอร์เซ็นในการติดก็มีเพิ่มมากขึ้น

วันนี้จึงอยากแนะนำ สมุนไพร เวอร์จินนิตี้ สมุนไพรไทย + จีน เป็นสมุนไพรบำรุงมดลูกให้แข็งแรง

มาดูรีวิว จากลูกค้าที่สั่งไปทานแล้วท้องกันค่ะ 
( ดูรีวิวเพื่อประกอบการตัดสินใจในการสั่งซื้อ)
มีน้องได้เพราะกล่องนี้
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล


ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่บุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่บุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่บุคคล
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่แต่บุคคล

Facebook Comments